การอนุรักษ์พันธุกรรมข้าว


        ประเทศไทยอยู่ในเขตศูนย์กลางแหล่งกำเนิดและการแพร่กระจายของข้าว ประกอบกับสภาพพื้นที่และภูมิอากาศมีความแตกต่างกันในแต่ละภาค จึงมีความหลากหลายทางพันธุกรรมของพันธุ์ข้าวในแหล่งปลูกข้าวต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งในข้าวปลูกและข้าวป่า ข้าวปลูกมีอยู่ด้วยกันมากมายหลายพันธุ์ซึ่งเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ โดยอาจจำแนกตามนิเวศการปลูกข้าวออกเป็นข้าวไร่ ข้าวนาสวนนาน้ำฝน ข้าวนาสวนนาชลประทาน ข้าวน้ำลึก และข้าวขึ้นน้ำ ปัจจุบันความหลากหลายของพันธุ์ข้าวได้ลดลงไปอย่างมาก โดยมีสาเหตุเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมและการที่เกษตรกรนิยมใช้ข้าวพันธุ์ดีปลูกแทนพันธุ์พื้นเมือง จึงน่าเป็นห่วงว่าในอนาคตอันใกล้นี้อาจจะไม่มีข้าวพันธุ์พื้นเมืองเหลืออยู่อีกต่อไป นั่นหมายถึงว่าพันธุ์ข้าวที่บรรพบุรุษได้คัดเลือกไว้นับเป็นเวลาพันๆ ปี จะสูญพันธุ์ไป โดยไม่สามารถนำกลับคืนมาได้อีก

        นักปรับปรุงพันธุ์ข้าว และหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการวิจัยและพัฒนาข้าว ได้เล็งเห็นถึงความ สำคัญของเชื้อพันธุกรรมข้าวและผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการสูญหายทางพันธุกรรม จึงดำเนินการรวบรวมอนุรักษ์เชื้อพันธุ์ข้าวมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยในปี พ.ศ. 2524 ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการและเก็บเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าวแห่งชาติขึ้นที่ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี เพื่อให้เป็นแหล่งรวบรวม อนุรักษ์ และใช้ประโยชน์ทรัพยากรพันธุกรรมข้าว ศูนย์ปฏิบัติการและเก็บเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าวแห่งชาติ เป็นอาคารชั้นเดียว มีพื้นที่ในอาคาร 1,285 ตารางเมตร แบ่งเป็นห้องเก็บเมล็ดเชื้อพันธุ์และห้องปฏิบัติการเมล็ดเชื้อพันธุ์ ห้องเก็บเมล็ดเชื้อพันธุ์ ประกอบด้วยห้องอนุรักษ์เชื้อพันธุ์ 3 แบบ คือ

1. ห้องอนุรักษ์ระยะสั้น (ประมาณ 3-5 ปี) เป็นห้องขนาด 315 และ 592 ลูกบาศก์เมตร อุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ไม่เกิน 60% สามารถอนุรักษ์เชื้อพันธุ์ได้มากกว่า 30,000 ตัวอย่าง

2. ห้องอนุรักษ์ระยะปานกลาง (ประมาณ 20 ปี) เป็นห้องขนาด 250 ลูกบาศก์เมตร อุณหภูมิ 5 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ไม่เกิน 60% สามารถอนุรักษ์เชื้อพันธุ์ข้าวได้ 30,000 ตัวอย่าง

3. ห้องอนุรักษ์ระยะยาว (ประมาณ 50 ปี) เป็นห้องขนาด 187.5 ลูกบาศก์เมตร อุณหภูมิ -10 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ไม่เกิน 60% สามารถอนุรักษ์เชื้อพันธุ์ข้าวได้ 25,000 ตัวอย่าง

     ศูนย์ปฏิบัติการและเก็บเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าวแห่งชาติ ได้เริ่มดำเนินการสำรวจ รวบรวม เชื้อพันธุ์ข้าวจากแหล่งต่างๆ ทั่วประเทศ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 เป็นต้นมา ปัจจุบันมีเชื้อพันธุ์ข้าวที่รวบรวมและอนุรักษ์ไว้ไม่น้อยกว่า 20,000 ตัวอย่างเชื้อพันธุ์ ประกอบด้วยข้าวพันธุ์พื้นเมือง ข้าวสายพันธุ์ดี ข้าวจากต่างประเทศ และข้าวป่า นอกจากนี้ ยังดำเนินการศึกษา วิจัย ด้านการจำแนก ประเมินลักษณะพันธุ์ ประเมินคุณค่าเชื้อพันธุ์ จัดทำแปลงอนุรักษ์ข้าวป่าในถิ่นเดิม ตลอดจนให้บริการข้อมูลและเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าวแก่หน่วยงานราชการ สถานศึกษา และกลุ่มเกษตรกร เชื้อพันธุ์ข้าวที่อนุรักษ์ไว้ในศูนย์ปฏิบัติการและเก็บเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าวแห่งชาติ เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าและศักยภาพในการนำไปใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น การคัดเลือกและพัฒนาพันธุ์ การแปรรูปในอุตสาหกรรม การใช้เป็นแหล่งพันธุกรรมในการปรับปรุงพันธุ์ เป็นต้น ตัวอย่างข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่เกษตรกรนิยมปลูกในอดีต เช่น พวงเงิน ทองระย้าดำ ขาวทดลอง ปิ่นแก้ว จำปาซ้อน นางตานี ฯลฯ

 

ตัวอย่างพันธุ์ข้าวที่คัดเลือกและพัฒนาจากพันธุ์พื้นเมือง เช่น ขาวดอกมะลิ 105  ขาวตาแห้ง 17  นางมล เอส 4  เฉี้ยงพัทลุง  ดอกพยอม  เล็บนกปัตตานี ฯลฯ

ตัวอย่างพันธุ์ข้าวที่เป็นแหล่งพันธุกรรมของลักษณะต่างๆ เช่น

  • ต้านทานต่อโรคไหม้  ได้แก่  ผาเลือด  หางยี 71 เหนียวสันป่าตอง
     
  • ต้านทานต่อโรคใบจุดสีน้ำตาล   ได้แก่   เผือกน้ำ 43 พวงไร่ 2   เหลืองใหญ่  เก้ารวง 88   นางพญา 132 หางยี 71
     
  • ต้านทานต่อแมลงบั่ว ได้แก่  เหนียวสันป่าตอง  เหมยนอง 62 เอ็ม
     
  • ทนทานต่อดินเค็ม  ได้แก่  ข้าวมันปู  แดงดอกกก
     
  • การขึ้นน้ำดี  ได้แก่ นางเขียว พลายงามปราจีนบุรี

ตัวอย่างข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่ใช้เป็นพันธุ์พ่อแม่ในการพัฒนาข้าวพันธุ์รับรองของทางราชการ เช่น

พันธุ์พื้นเมือง พันธุ์รับรองที่พัฒนาจากพันธุ์พื้นเมือง

เหลืองทอง : กข1 กข3 กข4 กข23 พิษณุโลก 2 แพร่ 1 สุพรรณบุรี 60
เก้ารวง 88 : กข7 กข23 สุพรรณบุรี 1
ขาวดอกมะลิ 105 : กข11 กข21 กข25 ปทุมธานี 1 เจ้าหอมพิษณุโลก 1
ปิ่นแก้ว 56 : กข17 กข19 พัทลุง 60 ปราจีนบุรี 2
หอมอ้ม : สกลนคร เจ้าหอมสุพรรณบุรี
นางมล เอส 4 : สุพรรณบุรี 90 เจ้าหอมคลองหลวง 1 เจ้าหอมสุพรรณบุรี

หน่วยงานราชการ  สถานศึกษา และกลุ่มเกษตรกร ที่มีความสนใจและต้องการเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าวเพื่อนำไปศึกษาวิจัย  ใช้ประโยชน์ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ศูนย์ปฏิบัติการและเก็บเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าวแห่งชาติ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี สำนักวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว โทร. 02-5771688 โทรสาร 02-5771300 ในวันและเวลาราชการ

        ข้อมูลที่น่าสนใจ

                -ข้าวพันธุ์สังข์หยด

         ข้าวพันธุ์สังข์หยดมีแหล่งปลูกดั้งเดิมอยู่ในจังหวัดพัทลุง และเป็นพันธุ์ข้าวเฉพาะถิ่นของจังหวัดพัทลุงที่รู้จักกันมานาน นับเป็นข้าวที่เป็นความภาคภูมิใจของชาวนาภาคใต้ สมัยก่อนชาวนาจะปลูกไว้เป็นของกำนัลแก่ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือในวันสงกรานต์ ขึ้นบ้านใหม่แบบไทยโบราณ หรือใช้หุงต้มเพื่อทำบุญตักบาตรตามประเพณีนิยม เนื่องจากมีคุณสมบัติเฉพาะของลักษณะข้าวกล้องแตกต่างจากพันธุ์ข้าวพื้นเมืองอื่น ๆ คือ เมล็ดมีเยื่อหุ้มสีแดง เมล็ดเรียวเล็ก นิยมบริโภคในรูปแบบข้าวซ้อมมือและข้าวกล้องซึ่งมีความเชื่อว่าเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่าข้าวขาวโดยทั่วไป

        ในระหว่างปี พ.ศ. 2525-2529 ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุงได้เก็บรวบรวมพันธุ์ข้าวพื้นเมืองในภาคใต้ทั้งหมด 1,997 ตัวอย่างพันธุ์ มีตัวอย่างพันธุ์ข้าวสังข์หยด จาก 3 แหล่ง ได้แก่ สังข์หยด (KGTC82045) จากตำบลโคกทราย อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง สังข์หยด (KGTC82239) จากตำบลท่ามะเดื่อ อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง และสังข์หยด (KGTC82267) จากตำบลควนขนุน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง ซึ่งเมล็ดพันธุ์ที่เก็บรวบรวมส่วนหนึ่งส่งไปอนุรักษ์ที่ศูนย์ปฏิบัติการและเก็บเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าวแห่งชาติ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี และปลูกรักษาพันธุ์ในศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง

        ในฤดูนาปี 2531/32 ได้เริ่มคัดเลือกพันธุ์สังข์หยด (KGTC82239) จากแหล่งเก็บตำบลท่ามะเดื่อ อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง โดยคัดเลือกแบบหมู่ (mass selection) จนได้สายพันธุ์สังข์หยด (KGTC82239-2) เมื่อปี พ.ศ. 2535 ซึ่งมีลักษณะเมล็ดเล็กเรียวยาว ปริมาณอมิโลสต่ำ และอายุเบา

        ในปี พ.ศ. 2543 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชดำริตั้งโครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริ จังหวัดพัทลุง ที่ตำบลนาปะขอ อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง ซึ่งได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบแปลงนาในโครงการฯ จึงได้ดำเนินการปลูกข้าวพันธุ์สังข์หยดและได้มีโอกาสถวายข้าวสังข์หยดแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2546 ซึ่งปรากฏว่าเป็นที่ทรงโปรด

        ต่อมาศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง   ได้ดำเนินการยื่นคำขอหนังสือรับรองพันธุ์พืชขึ้นทะเบียนตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช   พ.ศ. 2518 โดยกรมวิชาการเกษตรได้ประกาศออกหนังสือรับรองพันธุ์พืชขึ้นทะเบียนชื่อพันธุ์ “ข้าวสังข์หยดพัทลุง” เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 และได้ดำเนินการเสนอคำขอขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2549 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546 ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ โดยใช้ชื่อสินค้าว่า “ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง

        ปัจจุบันกระแสความนิยมการบริโภคข้าวที่มีคุณค่าทางโภชนาการเพื่อสุขภาพเพิ่มมากขึ้นศูนย์วิจัยข้าวพัทลุงจึงได้พัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าวเฉพาะถิ่นที่มีลักษณะพิเศษ โดยทำการคัดเลือกจากพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิมให้เป็นพันธุ์บริสุทธิ์ ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค มีคุณภาพและผลผลิตดีขึ้นเพื่อเป็นประโยชน์ต่อชาวนาในการผลิตข้าวคุณภาพดีให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น และในปี พ.ศ. 2547 จังหวัดพัทลุงได้กำหนดให้ข้าวพันธุ์สังข์หยด เป็นพันธุ์ข้าว 1 ใน 3 พันธุ์ ที่มีเป้าหมายส่งเสริมการผลิตในโครงการพัฒนาการผลิตข้าวครบวงจร ตามแผนยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัด (ปี 2547-2550) ที่จะให้เกษตรกรปลูกข้าวพันธุ์สังข์หยดด้วยเมล็ดพันธุ์ดี

        ข้าวพันธุ์สังข์หยดมีคุณสมบัติพิเศษในลักษณะของสีข้าวกล้องที่มีสีแดง รูปร่างเมล็ดเรียวความยาวเมล็ดข้าวกล้อง 6.70 มิลลิเมตร ข้าวซ้อมมือมีสีแดงปนสีขาว ข้าวจากรวงเดียวกันเมื่อขัดสีแล้วบางเมล็ดมีสีขาวใสแต่ส่วนใหญ่มีลักษณะขาวขุ่น คุณสมบัติการหุงต้มดี ลักษณะข้าวหุงสุกนุ่ม มีความคงตัวของแป้งสุกอ่อน (94 มิลลิเมตร) ปริมาณอมิโลสต่ำ (15.28+/-2.08 %) ลักษณะทรงต้นสูง 140 เซนติเมตร ทรงกอตั้ง เป็นข้าวไวต่อช่วงแสง ออกดอกประมาณวันที่  10 มกราคม เมื่อปลูกตามฤดูนาปีภาคใต้ (ปักดำกลางเดือนกันยายน)

คำถาม – คำตอบ เกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรพันธุกรรมข้าว