เกษตรดีที่เหมาะสมสำหรับข้าวนาสวนนาน้ำฝน

เกษตรดีที่เหมาะสมสำหรับข้าวนาสวนนาน้ำฝน
Good Agricultural Practice (GAP) for Rainfed lowland Rice

1. แหล่งปลูก
    1.1 สภาพพื้นที่
    1.2 ลักษณะดิน
    1.3 สภาพภูมิอากาศ

2. พันธุ์
    2.1 การเลือกพันธุ์
    2.2 พันธุ์ข้าวที่เหมาะต่อสภาพนาอาศัยน้ำฝน
          2.2.1 พันธุ์ข้าวเหนียว
          2.2.2 พันธุ์ข้าวเจ้า

3. การปลูก
    3.1 ฤดูปลูก
    3.2 การเตรียมเมล็ดพันธุ์
    3.3 การเตรียมดินและวิธีปลูก
          3.3.1 การปลูกโดยวิธีปักดำ มี 2 ขั้นตอน
          3.3.2 การปลูกโดยวิธีหว่านข้าวแห้ง
          3.3.3 การปลูกโดยวิธีหยอด

4. การดูแลรักษา
    4.1 การให้ปุ๋ยเคมี
          4.1.1 นาดำ
          4.1.2 นาหว่านข้าวแห้งและนาหยอด
    4.2 การให้ปุ๋ยอินทรีย์
    4.3 การอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ
    4.4 แนวทางในการปฏิบัติเพื่อใช้ประโยชน์จากศัตรูธรรมชาติในนาข้าว

5. สุขลักษณะและความสะอาด

6. ศัตรูของข้าวและการป้องกันกำจัด
    6.1 ศัตรูข้าวที่สำคัญและการป้องกันกำจัด
           6.1.1 โรคไหม้
           6.1.2 โรคขอบใบแห้ง
           6.1.3 โรคเมล็ดด่าง
           6.1.4 โรคกาบใบแห้ง
           6.1.5 โรคถอดฝักดาบ
           6.1.6 โรคใบวงสีน้ำตาล
           ตารางที่ 1 การใช้สารป้องกันกำจัดโรคข้าว
    6.2 แมลงศัตรูข้าวที่สำคัญและการป้องกันกำจัด
          6.2.1 เพลี้ยไฟ
          6.2.2 หนอนกอข้าว
          6.2.3 เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยกระโดดหลังขาว
          6.2.4 แมลงบั่ว
          6.2.5 เพลี้ยจักจั่นสีเขียว
          6.2.6 แมลงสิง
          6.2.7 หนอนห่อใบข้าว
          ตารางที่ 2 สารฆ่าแมลงที่มีรายงานทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเกิดการระบาดเพิ่มขึ้นหลังการใช้  (resurgence) ในประเทศไทย
          ตารางที่ 3 การใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าว
    6.3 สัตว์ศัตรูข้าวและการป้องกันกำจัด
          6.3.1 หน
          6.3.2 นก
          6.3.3 หอยเชอรี่
          6.3.4 ปูนา
          ตารางที่ 4 การใช้สารป้องกันกำจัดสัตว์ศัตรูข้าว
    6.4 การควบคุมวัชพืชในนาน้ำฝน
          6.4.1 นาดำ
          6.4.2 นาหว่านสำรวย หรือหว่านข้าวแห้ง
          ตารางที่ 5 การใช้สารกำจัดวัชพืชในนาข้าว

7. คำแนะนำการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างถูกต้องและเหมาะสม
    7.1 การใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างเหมาะสม
    7.2 การใช้เครื่องพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่เหมาะสม
          7.2.1 เครื่องพ่นสาร
          7.2.2 วิธีการใช้

8. การเก็บเกี่ยว
    8.1 ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม
    8.2 วิธีเก็บเกี่ยว
           8.2.1 เก็บเกี่ยวด้วยเครื่อง
           8.2.2 เก็บเกี่ยวด้วยแรงคน

9. วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว
    9.1 การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว
           9.1.1 การนวด
           9.1.2 การลดความชื้น
    9.2 การเก็บรักษา
    9.3 การขนส่ง
    9.4 การป้องกันกำจัดศัตรูข้าวในโรงเก็บ
           9.4.1 แมลงศัตรูข้าวในโรงเก็บ
           ตารางที่ 6 การใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าวในโรงเก็บ
           9.4.2 โรคข้าวในโรงเก็บ
           9.4.3 หนูศัตรูข้าวในโรงเก็บ

10. การบันทึกข้อมูล

 ภาคผนวก : พันธุ์ข้าวที่นิยมปลูกในพื้นที่นาชลประทาน


1. แหล่งปลูก

1.1 สภาพพื้นที่

• พื้นที่นาอาศัยน้ำฝนทุกภาคของประเทศ
• เป็นพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำฝนเพียงพอตลอดฤดูปลูก
• ห่างไกลจากแหล่งมลพิษ
• การคมนาคมสะดวก

1.2 ลักษณะดิน

• ดินทรายร่วนถึงดินเหนียว
• ดินควรมีความอุดมสมบูรณ์พอควรและเก็บกักน้ำได้ดี
• ไม่เป็นดินที่เป็นปัญหาต่อการเจริญเติบโตและให้ผลผลิต เช่น ดินเค็ม ดินเปรี้ยวและดินพรุ

1.3 สภาพภูมิอากาศ

สภาพภูมิอากาศในประเทศไทยโดยทั่วไปเหมาะต่อการปลูกข้าว อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต
ประมาณ20-35 องศาเซลเซียส และมีช่วงแสงที่เหมาะสมต่อการชักนำให้เกิดการออกดอกสำหรับข้าวไว
ต่อช่วงแสง กล่าวคือช่วงวันสั้นเป็นปัจจัยชักนำให้ข้าวกำเนิดช่อดอก

2. พันธุ์

2.1 การเลือกพันธุ์

• มีลักษณะเมล็ดและคุณภาพหุงต้มที่ดีตามความต้องการของผู้บริโภค
• เจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมของนาอาศัยน้ำฝน
• ควรเลือกพันธุ์ที่ออกดอกก่อนการสิ้นสุดของฝน
• ควรมีความต้านทานต่อโรคและแมลงที่สำคัญในแต่ละพื้นที่
• ควรมีความทนแล้งและสามารถฟื้นตัวได้เร็ว

2.2 พันธุ์ข้าวที่เหมาะต่อสภาพนาอาศัยน้ำฝน

พันธุ์ข้าวนาสวนนาน้ำฝนส่วนใหญ่เป็นข้าวต้นสูง มีทั้งข้าวเหนียวและข้าวเจ้าที่ไวต่อช่วงแสง จึงเหมาะที่จะปลูกในฤดูนาปี อย่างไรก็ตาม ข้าวที่ไม่ไวต่อช่วงแสงบางพันธุ์สามารถนำมาปลูกในสภาพนาน้ำฝนแต่ต้องกำหนดวันปลูกให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพน้ำในแปลงนา และการสิ้นสุดของฤดูฝน ดังกล่าวข้างต้น

2.2.1 พันธุ์ข้าวเหนียว

2.2.2 พันธุ์ข้าวเจ้า

3. การปลูก

3.1 ฤดูปลูก

• เพื่อให้ได้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพดี จำเป็นต้องวางแผนการปลูกที่เหมาะสม ดังนี้
   ภาคเหนือ                      ควรปลูกตั้งแต่เดือนกรกฎาคม และเก็บเกี่ยวถึงเดือนพฤศจิกายน
   ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ   ควรปลูกตั้งแต่เดือนกรกฎาคม และเก็บเกี่ยวถึงเดือนพฤศจิกายน
   ภาคกลาง                      ควรปลูกตั้งแต่เดือนมิถุนายน และเก็บเกี่ยวถึงเดือนธันวาคม
   ภาคใต้ฝั่งตะวันออก         ควรปลูกตั้งแต่เดือนกันยายน และเก็บเกี่ยวถึงเดือนกุมภาพันธ์
   ภาคใต้ฝั่งตะวันตก           ควรปลูกตั้งแต่เดือนกรกฎาคมและเก็บเกี่ยวถึงเดือนพฤศจิกายน

3.2 การเตรียมเมล็ดพันธุ์

• ใช้เมล็ดพันธุ์จากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น ศูนย์บริการวิชาการและปัจจัยการผลิต (สถานีทดลองข้าวเดิม) ศูนย์วิจัยข้าว ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว กรมการข้าว และศูนย์ขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตร
• หากใช้เมล็ดพันธุ์ของเกษตรกร ต้องเป็นเมล็ดพันธุ์ที่บริสุทธิ์ตรงตามพันธุ์ สะอาด มีความงอกไม่น้อยกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ปราศจากเมล็ดวัชพืช และไม่มีโรคแมลงทำลาย
• ปลูกโดยวิธีปักดำ ใช้เมล็ดพันธุ์ 5-7 กิโลกรัม ตกกล้าเพื่อปักดำในพื้นที่ 1 ไร่
• ปลูกโดยวิธีหว่านข้าวแห้ง ใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ 15-20 กิโลกรัมต่อไร่
• ปลูกวิธีหว่านน้ำตม ใช้เมล็ดพันธุ์ 15-20 กิโลกรัมต่อไร่
• สำหรับการปลูกโดยวิธีปักดำหรือหว่านน้ำตม นำเมล็ดพันธุ์ใส่ถุงผ้าดิบหรือกระสอบป่านแช่น้ำ 24 ชั่วโมง แล้วนำไปหุ้ม 36-48 ชั่วโมง โดยวางกลางแดด คลุมด้วยกระสอบป่านหมั่นรถน้ำให้กระสอบเปียก

3.3 การเตรียมดินและวิธีปลูก

• ปรับระดับผิวดินให้เรียบสม่ำเสมอ เสริมคันนาให้แข็งแรง สามารถเก็บกักน้ำฝนได้ดี
ถ้าต้องการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินให้ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งดังนี้
• ไม่เผาฟางข้าว ควรไถกลบตอซังและฟางข้าวหลังเก็บเกี่ยว
• หว่านปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกที่ย่อยสลายดีแล้ว อัตรา 500-1,000 กิโลกรัม ต่อไร่ ก่อนเตรียมดิน
• ควรปลูกพืชปุ๋ยสด เช่น โสนอัฟริกัน อัตราเมล็ดพันธุ์ 5 กิโลกรัมต่อไร่ ก่อนปลูกข้าวประมาณ 2 เดือน ไถกลบเมื่อพืชปุ๋ยสดมีอายุประมาณ 50 วัน

3.3.1 การปลูกโดยวิธีปักดำ มี 2 ขั้นตอน

การตกกล้า
• เตรียมแปลงตกกล้า โดยไถดะ ทิ้งไว้ 7-15 วัน ไถแปร เอาน้ำเข้า แช่ขี้ไถ คราดปรับระดับผิวดินแล้วทำเทือก
• แบ่งแปลงย่อย กว้างประมาณ 1-2 เมตร ยาวตามความยาวของแปลง ทำร่องน้ำระหว่างแปลงกว้างประมาณ 30 เซนติเมตร แล้วระบายน้ำออก
• หว่านเมล็ดข้าวที่เตรียมไว้ (ตามข้อ 3.2) บนแปลงให้สม่ำเสมอ ใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ 50-70 กรัมต่อตารางเมตร
• อย่าให้น้ำท่วมแปลงกล้า แต่ให้มีความชื้นเพียงพอสำหรับการงอก เพิ่มระดับน้ำตามการเจริญเติบโตของต้นข้าว อย่าให้น้ำท่วมต้นข้าวและไม่เกิน 5 เซนติเมตร จากระดับผิวดิน

การปักดำ
• เตรียมแปลงปักดำโดยไถดะ ทิ้งไว้ 7-15 วัน ไถแปร เอาน้ำเข้า แช่ขี้ไถ คราดปรับระดับผิวดิน แล้วทำเทือก รักษาระดับน้ำในแปลงปักดำประมาณ 5 เซนติเมตรจากผิวดิน
• ปักดำโดยใช้ต้นกล้าอายุประมาณ 25 วัน
• ไม่ควรตัดใบกล้า ยกเว้นในกรณีจำเป็น เช่น ปักดำกล้าอายุมาก
• ระยะปักดำ 20 x 20 เซนติเมตร จำนวน 3-5 ต้นต่อกอ ถ้าใช้กล้าอายุมากกว่า 30 วัน ควรใช้กล้า 5-6 ต้นต่อกอ
• อย่าปล่อยให้ต้นข้าวขาดน้ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงกำเนิดช่อดอกถึงออกรวง
• ก่อนเก็บเกี่ยว 10 วัน ถ้ามีน้ำขัง ให้ระบายน้ำออก

3.3.2 การปลูกโดยวิธีหว่านข้าวแห้ง

• เตรียมแปลงหว่านข้าวแห้งโดยการไถดะ ทิ้งไว้ 7-15 วัน ไถแปร 1-2 ครั้ง ให้ขี้ไถสม่ำเสมอ ปราศจากวัชพืช
• หว่านเมล็ดข้าวแห้งให้สม่ำเสมอทั่วแปลง ใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ 20-25 กิโลกรัมต่อไร่แล้วคราดกลบ

3.3.3 การปลูกโดยวิธีหยอด

หยอดเป็นหลุม
• เตรียมแปลงนาหยอดโดยการไถดะ ทิ้งไว้ 7-15 วัน ไถแปร 1-2 ครั้ง ให้ขี้ไถ สม่ำเสมอ ปราศจากวัชพืช เช่นเดียวกับวิธีหว่านข้าวแห้ง
• ใช้ไม้กระทุ่งดินให้ลึก 4-5 ซม. ระยะห่างระหว่างหลุม 20-25 ซม. หลุมหนึ่งหยอด 4-5 เมล็ด แล้วกลบ อัตราเมล็ดพันธุ์ 8-10 กิโลกรัมต่อไร่ การหยอดเป็นหลุมอาจใช้เครื่องหยอดที่ใช้คนลากหรือติดกับรถไถเดินตาม

หยอดเป็นแถว
• เตรียมดินเช่นเดียวกับวิธีหยอดหลุมหรือวิธีหว่านข้าวแห้ง ทำร่องลึกประมาณ 4-5 ซม. ให้ห่างกันประมาณ 4-5 ซม. ใช้คนโรยตามร่อง อัตราเมล็ดพันธุ์ 10-15 กิโลกรัมต่อไร่ การหยอดเป็นแถวอาจใช้เครื่องหยอดติดรถไถเดินตามแล้วกลบเมล็ด

4. การดูแลรักษา

4.1 การให้ปุ๋ยเคมี

4.1.1 นาดำ

ข้าวพันธุ์ไวต่อช่วงแสง
ครั้งที่ 1
สำหรับดินเหนียวใส่ปุ๋ยสูตร 16-20-0 หรือ 18-22-0 หรือ 20-20-0 อัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ หว่านก่อนปักดำ 1 วัน แล้วคราดกลบหรือหว่านหลังปักดำ 15-20 วัน สำหรับดินร่วนและดินทราย ใส่ปุ๋ยสูตร 16-16-8 อัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ หว่านก่อน ปักดำแล้วคราดกลบ หรือหว่านหลังปักดำ 15-20 วัน
ครั้งที่ 2
สำหรับดินทุกประเภท ใส่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 5 กิโลกรัมต่อไร่ หรือสูตร 21-0-0 อัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ ที่ระยะกำเนิดช่อดอก หรือ 30 วันก่อนข้าวออกดอก

ข้าวพันธุ์ไม่ไวต่อช่วงแสง
ครั้งที่ 1
ใส่ปุ๋ยสูตร 16-20-0 หรือ 18-22-0 หรือ 20-20-0 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับดินเหนียว
สำหรับดินร่วนและดินทราย ใส่ปุ๋ยสูตร 16-16-8 ในอัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ หว่านก่อนปักดำ แล้วคราดกลบ หรือหว่านหลังปักดำ 15-20 วัน
ครั้งที่ 2
สำหรับดินทุกประเภท ใส่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ หรือสูตร 21-0-0 อัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ ที่ระยะกำเนิดช่อดอก หรือ 30 วัน ก่อนข้าวออกดอก

4.1.2 นาหว่านข้าวแห้งและนาหยอด

ข้าวพันธุ์ไวต่อช่วงแสง
ครั้งที่ 1

สำหรับดินเหนียวใส่ปุ๋ยสูตร 16-20-0 หรือ 18-22-0 หรือ 20-20-0 อัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ หลังจากข้าวงอกแล้ว 20-30 วัน หรือรอจนกว่ามีน้ำพอละลายปุ๋ยได้
สำหรับดินร่วนและดินทราย ใส่ปุ๋ยสูตร 16-16-8 อัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ หลังข้าวงอกแล้ว 20-30 วัน หรือรอจนกว่ามีน้ำละลายปุ๋ยได้
ครั้งที่ 2
สำหรับดินทุกประเภท ใส่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 5 กิโลกรัมต่อไร่ หรือสูตร 21-0-0 อัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ ที่ระยะกำเนิดช่อดอก หรือ 30 วันก่อนข้าวออกดอก

ข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง
ครั้งที่ 1
สำหรับดินเหนียวใส่ปุ๋ยสูตร 16-20-0 หรือ 18-22-0 หรือ 20-20-0 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ หลังข้าวงอก 30 วัน สำหรับดินร่วนและดินทราย ใส่ปุ๋ยสูตร 16-16-8 หรือ 18-12-6 อัตรา 30 กิโลกรัม ต่อไร่ หลังจากข้าวงอกแล้ว 30 วัน
ครั้งที่ 2
สำหรับดินทุกประเภท ให้ปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ หรือสูตร 21-0-0 อัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ ที่ระยะกำเนิดช่อดอก หรือ 30 วัน ก่อนข้าวออกดอก

4.2 การให้ปุ๋ยอินทรีย์

ในดินทั่ว ๆ ไป การให้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมีจะได้ผลดีที่สุด ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 500 กิโลกรัมต่อไร่ ขึ้นไป โดยให้ปุ๋ยก่อนปลูกข้าว 15-20 วัน สำหรับปุ๋ยพืชสด
• โสนอัฟริกัน หรือโสนอินเดียปลูกก่อนปลูกข้าว ในอัตรา 5 กิโลกรัมต่อไร่ ตัดหรือไถกลบเมื่อโสนอายุ 60-70 วัน (ยกเว้นนาหยอดและนาหว่านข้าวแห้ง) โดยไถกลบก่อนปักดำ 15-20 วัน
• กระถินยักษ์ และแคฝรั่ง ใช้ใบและยอดอ่อน ในอัตรา 600-1,200 กิโลกรัมต่อไร่ ก่อนปักดำ 15-20 วัน
• พืชตระกูลถั่ว อัตรา 10 กก./ไร่ ตัดหรือไถกลบหลังจากปลูก 50 วัน

4.3 การอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ

ศัตรูธรรมชาติในนาข้าว แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม
1. ตัวเบียน เป็นพวกที่อาศัยและเกาะกินแมลงศัตรูข้าวเพื่อการดำรงชีพ แบ่งเป็นตัวเบียนภายนอกและตัวเบียนภายใน ตัวเบียนทำลายแมลงศัตรูข้าวมีทุกระยะการเติบโตไม่ว่าระยะไข่ ตัวอ่อน และตัวเต็มวัย ตัวอย่างของศัตรูธรรมชาติในกลุ่มนี้ได้แก่ แตนเบียนไข่ของหนอนกอข้าว และแมลงบั่ว แตนเบียนหนอนห่อใบข้าว และแมลงวันก้นขนทำลายหนอนกอข้าว เป็นต้น
2. ตัวห้ำ เป็นพวกที่จับกินหรือดูดกินแมลงศัตรูข้าวเพื่อการดำรงชีพ ตัวห้ำทำลายแมลงศัตรูข้าวมีทุกระยะการเจริญเติบโตไม่ว่าระยะไข่ ตัวอ่อน และตัวเต็มวัย ตัวอย่างของแมลงศัตรูข้าวในกลุ่มนี้ ได้แก่ แมงมุมสุนัขป่า มวนเขียวดูดไข่ และแมลงปอ เป็นต้น
3. โรคของแมลง เป็นพวกเชื้อโรค ได้แก่ เชื้อรา บักเตรี ไวรัส ไส้เดือนฝอย และโปรโตซัว ซึ่งพบว่าทำให้แมลงศัตรูข้าวตาย

4.4 แนวทางในการปฏิบัติเพื่อใช้ประโยชน์จากศัตรูธรรมชาติในนาข้าวมีดังนี้

1. ใช้วิธีการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าวแบบผสมผสาน คือการใช้วิธีการป้องกันกำจัดหลายวิธีร่วมกัน เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้สารฆ่าแมลงในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าวแต่เพียงวิธีเดียว ควรใช้ วิธีการอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น ใช้ข้าวพันธุ์ต้านทานต่อแมลงศัตรูนั้น ๆ ทำให้ลดการใช้สารฆ่าแมลงลงได้ หรืออาจไม่ต้องใช้เลยซึ่งมีผลทำให้ศัตรูธรรมชาติในนาเพิ่มมากขึ้นทั้งชนิดและปริมาณ เกิดสมดุลทาง ธรรมชาติ และไม่เกิดการระบาดของแมลงศัตรูในนาข้าว
2. ถ้าจำเป็นต้องใช้สารฆ่าแมลงเป็นทางเลือกสุดท้ายและใช้สารฆ่าแมลงที่มีพิษน้อยต่อศัตรูธรรมชาติ ใช้เฉพาะพื้นที่ที่ถูกแมลงศัตรูข้าวทำลายไม่ควรใช้สารฆ่าแมลงเพื่อป้องกันไว้ก่อนทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีแมลงทำลาย หรือทำลายน้อยไม่ถึงระดับที่จะสูญเสียผลผลิตข้าว เพื่อหลีกเลี่ยงการทำลายศัตรูธรรมชาติและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในนาข้าว

5. สุขลักษณะและความสะอาด

• กำจัดวัชพืชในนาและบนคันนา
• อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น มีด จอบ เคียว เครื่องพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช หลังใช้งานแล้วต้องทำความสะอาด หากเกิดชำรุดต้องซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพ พร้อมใช้งาน
• เก็บสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและปุ๋ยเคมีในที่ปลอดภัยและใส่กุญแจ
• ภาชนะบรรจุสารเคมีและวัสดุการเกษตรที่ใช้แล้ว ควรทำลาย หรือฝังดิน

6. ศัตรูของข้าวและการป้องกันกำจัด

6.1 ศัตรูข้าวที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

6.1.1 โรคไหม้

สาเหตุ เชื้อรา

ลักษณะอาการ
ระยะกล้า  ใบมีแผลจุดสีน้ำตาลคล้ายรูปตา ตรงกลางแผลมีสีเทา กว้าง 2-5 ม.ม. ยาว 10-15 ม.ม. ในกรณีที่โรครุนแรงต้นกล้าข้าวจะแห้งและฟุบตาย
ระยะแตกกอ  อาการโรคพบได้บนใบ กาบใบข้อต่อของใบและข้อต่อของลำต้น ขนาดของแผลใหญ่กว่าระยะกล้า แผลลุกลามติดต่อกันได้ แผลบริเวณข้อต่อใบมีลักษณะแผลช้ำสีน้ำตาลดำและใบมักหลุดจากข้อต่อใบ
ระยะคอรวง  ถ้าเป็นโรคในระยะต้นข้าวเริ่มให้รวง เมล็ดจะลีบ แต่ถ้าเป็นโรคที่ระยะต้นข้าวให้รวงแล้ว คอรวงจะปรากฏแผลช้ำสีน้ำตาลทำให้รวงข้าวหักง่ายและหลุดร่วงก่อให้เกิดความเสียหายมาก

การแพร่ระบาด
เกิดจากสปอร์ของเชื้อราปลิวไปตามลมหรือติดไปกับเมล็ดและเศษฟางข้าว

ช่วงเวลาระบาด
• อากาศเย็น มีน้ำค้างบนใบข้าวจนถึงเวลาสายหรือมีหมอกจัดติดต่อกันหลายวัน

การป้องกันกำจัด
• ใช้พันธุ์ต้านทาน ได้แก่ เหนียวสันป่าตอง เหนียวอุบล 2 หางยี 71 สันป่าตอง 1 สุรินทร์ 1
• กำจัดพืชอาศัยรอบคันนา เช่น หญ้าชันกาด หญ้าขน หญ้าไซ เป็นต้น
• ให้ปุ๋ยไนโตรเจนตามคำแนะนำ
• ตรวจแปลงนาอยู่เสมอ ถ้าพบอาการของโรคประมาณ 10% ของพื้นที่ใบ 3 ใบบนโดยเฉพาะ เมื่ออากาศเย็นมีหมอกและน้ำค้างต่อเนื่องจนถึงเวลาสาย ควรพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช ตาม คำแนะนำใน ตารางที่ 1

6.1.2 โรคขอบใบแห้ง

สาเหตุ เชื้อแบคทีเรีย

ลักษณะอาการ
ระยะกล้า มีจุดเล็กลักษณะฉ่ำน้ำที่ขอบใบล่าง ต่อมา 7-10 วัน จุดขยายเป็นทางสีเหลืองยาวตามใบ ใบแห้งเร็วส่วนที่ยังมีสีเขียวเปลี่ยนเป็นสีเทา ถ้าอาการรุนแรงต้นข้าวอาจเหี่ยวตายทั้งต้น หากนำต้นกล้าที่ได้รับเชื้อไปปักดำต้นกล้าจะเหี่ยวตายในเวลาอันรวดเร็ว
ระยะปักดำโดยทั่วไปต้นข้าวจะแสดงอาการหลังปักดำแล้ว 4-6 สัปดาห์ ขอบใบมีรอยขีดช้ำ ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีเหลือง บางครั้งพบหยดแบคทีเรียบริเวณแผล แผลมักขยายอย่างรวดเร็วไปตามความยาวของใบ ถ้าแผลขยายไปตามกว้าง ขอบแผลด้านในจะไม่เรียบ ต่อมาแผลจะเปลี่ยนเป็นสีเทา และแห้ง

ช่วงเวลาระบาด เมื่อฝนตกพรำติดต่อกันหลายวัน ระดับน้ำในนาสูงหรือเมื่อเกิด น้ำท่วม

การป้องกันกำจัด
• ในแปลงที่เป็นโรค ไถกลบตอซังข้าวทันทีหลังการเก็บเกี่ยว
• กำจัดพืชอาศัยรอบคันนา เช่น ข้าวป่า และหญ้าไซ เป็นต้น
• ใช้พันธุ์ข้าวค่อนข้างต้านทาน เช่น เหลืองประทิว 123 พัทลุง 60 พิษณุโลก 60 -1 สันป่าตอง 1 สุรินทร์ 1
• ควรงดให้ปุ๋ยไนโตรเจน
• ไม่ระบายน้ำจากแปลงนาที่เป็นโรคสู่แปลงข้างเคียง

6.1.3 โรคเมล็ดด่าง

สาเหตุ เชื้อราหลายชนิด

ลักษณะอาการ อาการที่เด่นชัดคือ รวงข้าวด่างดำ เมล็ดมีรอยแผลเป็นจุดสีน้ำตาลดำ ลายสีน้ำตาล หรือ เมล็ดมีสีเทาปนชมพู บางเมล็ดลีบ และมีสีน้ำตาลดำ ทำให้ผลผลิตและคุณภาพของข้าว เสียหายมาก
ช่วงเวลาระบาด ช่วงที่ดอกข้าวเริ่มโผล่จากกาบใบธงโดยเฉพาะเมื่อ ฝนตกชุก ความชื้นในอากาศสูง มีหมอกจัดติดต่อกันหลายวัน

การป้องกันกำจัด
• ในแหล่งที่มีโรคนี้ระบาดเป็นประจำ ควรหลีกเลี่ยงการปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอ
• ใช้เมล็ดพันธุ์จากแหล่งที่ไม่เป็นโรค หากไม่มีทางเลือก ควรคลุกเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูกด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ตามคำแนะนำในตารางที่ 1
• ในระยะข้าวเริ่มออกรวง หากพบจุดบนใบ ประกอบกับมีฝนตกและความชื้นสูง ควรพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช ตามคำแนะนำในตารางที่ 1

6.1.4 โรคกาบใบแห้ง

สาเหตุ เชื้อรา

ลักษณะอาการ พบตั้งแต่ระยะแตกกอถึงเก็บเกี่ยว แผลเกิดที่กาบใบใกล้ระดับน้ำ มีสีเขียวปนเทา ขอบแผลมีสีน้ำตาลขนาด 1-4 x 2-10 ม.ม. แผลอาจขยายใหญ่มากขึ้นและลุกลามขึ้นไปตามกาบใบ ใบข้าว และกาบใบธง ใบและกาบใบเหี่ยวและแห้งตาย ถ้าข้าวแตกกอมาก ต้นเบียดกันแน่น โรคจะระบาดรุนแรงมากขึ้น

ช่วงเวลาระบาด เมื่อความชื้นและอุณหภูมิสูง

การป้องกันกำจัด
• กำจัดวัชพืชตามคันนาและแหล่งน้ำเพื่อลดแหล่งสะสมของเชื้อโรค
• ใช้ระยะปักดำและอัตราเมล็ดพันธุ์ตามคำแนะนำ
• ให้ปุ๋ยไนโตรเจนตามคำแนะนำในข้อ 4.1
• เมื่อเริ่มพบแผลบนกาบใบที่ 5 นับจากยอด ใช้สารป้องกันกำจัดเชื้อราตามคำแนะนำในตารางที่ 1

6.1.5 โรคถอดฝักดาบ

สาเหตุ เชื้อรา

ลักษณะอาการ ในระยะกล้า ต้นกล้าจะแห้งตายหลังจากปลูกได้ไม่เกิน 7 วันแต่มักพบกับข้าวอายุเกิน 15 วัน ข้าวเป็นโรคจะผอมสูงเด่นกว่ากล้าข้าวโดยทั่ว ๆ ไป ต้นข้าวผอมมีสีเขียวอ่อนซีดมักย่างปล้อง มีรากเกิดขึ้นที่ข้อต่อของลำต้นส่วนที่ย่างปล้อง บางกรณีข้าวจะไม่ย่างปล้องแต่รากจะเน่าช้ำเวลาถอนกล้ามักจะขาดตรงบริเวณโคนต้น ถ้าเป็นรุนแรงกล้าข้าวจะแห้งตาย หากไม่รุนแรงอาการจะแสดงหลังจากย้ายไปปักดำได้ 15-45 วัน โดยที่ต้นเป็นโรคจะสูงกว่าต้นข้าวปกติ ใบมีสีเขียวซีด เกิดรากแขนงที่ข้อลำต้นตรงระดับน้ำ บางครั้งพบกลุ่มเส้นใยสีชมพูบริเวณข้อที่ย่างปล้องขึ้นมา ต้นข้าวที่เป็นโรคมักตายและมีน้อยมากที่อยู่รอดจนถึงออกรวง เชื้อราสาเหตุโรคนี้จะติดไปกับเมล็ดข้าว สามารถมีชีวิตในซากต้นข้าวและในดินได้เป็นเวลาหลายเดือน นอกจากนี้ยังพบว่า หญ้าชันกาดเป็นพืชอาศัยของโรคนี้

การป้องกันกำจัด
• หลีกเลี่ยงการนำเมล็ดพันธุ์จากแหล่งที่เคยเป็นโรคระบาดมาปลูก
• คลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา ตามคำแนะนำในตารางที่ 1
• ควรกำจัดต้นที่เป็นโรคด้วยการถอนและเผาไฟ
• เมื่อเกี่ยวข้าวแล้วควรไขน้ำเข้านาและไถพรวน ปล่อยน้ำเข้านาประมาณ 1-2 สัปดาห์ เพื่อลดปริมาณเชื้อราสาเหตุโรคที่ตกค้างในดิน

6.1.6 โรคใบวงสีน้ำตาล

สาเหตุ เชื้อรา

ลักษณะอาการ
ระยะกล้า ข้าวจะแสดงอาการไหม้ที่ปลายใบและมีวงสีน้ำตาลเข้ม
ระยะข้าวแตกกอ อาการส่วนใหญ่จะเกิดบนใบแต่มักจะเกิดแผลที่ปลายใบมากกว่าบริเวณอื่น ๆ ของใบ แผลบนใบในระยะแรกมีลักษณะเป็นรอยช้ำ รูปไข่ยาว ๆ แผลสีน้ำตาลปนเทา ขอบแผลสีน้ำตาลอ่อน จากนั้นแผลจะขยายใหญ่ขึ้นเป็นรูปวงรีติดต่อกัน ทำให้เกิดอาการใบไหม้บริเวณกว้างและจะเปลี่ยนเป็นสีฟางข้าว ในที่สุดแผลจะมีลักษณะเป็นวงซ้อน ๆ กัน ลุกลามเข้ามาที่โคนใบ มีผลทำให้ใบข้าวแห้งก่อนกำหนด

การป้องกันกำจัด
• ใช้พันธุ์ข้าวต้านทาน เช่น กำผาย 15 หางยี 71
• กำจัดวัชพืชที่เป็นพืชอาศัยของเชื้อราสาเหตุของโรค เช่น หญ้าชันกาด หญ้าขน
• ในเหล่งที่เคยมีโรคระบาด หรือพบแผลลักษณะอาการดังกล่าวข้างต้น บนใบข้าว จำนวนหนาตาในระยะข้าวแตกกอ ควรฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช ตามคำแนะนำในตารางที่ 1

ตารางที่ 1 การใช้สารป้องกันกำจัดโรคข้าว


1) ในวงเล็บคือเปอร์เซ็นต์ สารออกฤทธิ์และสูตรของสารป้องกันกำจัดโรคพืช
 

6.2 แมลงศัตรูข้าวที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

การทำลายของแมลงศัตรูข้าวพบตามระยะการเจริญเติบโตของข้าว ตั้งแต่ระยะกล้า ระยะแตกกอ และระยะข้าวตั้งท้องถึงออกรวง

 

6.2.1 เพลี้ยไฟ

ลักษณะการทำลาย เพลี้ยไฟเป็นแมลงขนาดเล็กยาว 1-2 มิลลิเมตร ตัวเต็มวัยมีสีดำทำลายข้าวโดยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบข้าวทำให้ปลายใบแห้ง ขอบใบม้วนเข้าหากัน ถ้าระบาดมากทำให้ข้าวตายทั้งแปลง

ช่วงเวลาระบาด ระยะกล้าในสภาพอากาศแห้งแล้ง ฝนทิ้งช่วง

การป้องกันกำจัด
• ดูแลแปลงข้าวระยะกล้าอย่าให้ขาดน้ำ
• เมื่อเกิดการระบาดของเพลี้ยไฟ ถ้ามีแหล่งเก็บน้ำตามธรรมชาติ ไขน้ำให้ท่วมยอดข้าว 1-2 วัน แล้วให้ปุ๋ยเร่งการเจริญเติบโต


6.2.2 หนอนกอข้าว

ลักษณะการทำลาย ในประเทศไทยหนอนกอข้าวมี 4 ชนิด คือ หนอนกอสีครีม หนอนกอแถบลาย หนอนกอแถบลายสีม่วง และหนอนกอสีชมพู หนอนกอทั้ง 4 ชนิด ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน มักพบบินมาเล่นแสงไฟเวลากลางคืน ผีเสื้อหนอนกอสีครีม ตรงกลางปีกคู่หน้ามีจุดสีดำข้างละจุด ตัวหนอนสีขาวหรือสีครีม ผีเสื้อของหนอนกอแถบลายและหนอนกอแถบลายสีม่วง มีลักษณะคล้ายกันมาก แต่สามารถดูความแตกต่างระยะหนอน ตัวหนอนของหนอนกอแถบลาย หัวมีสีน้ำตาลอ่อน ส่วนหนอนกอแถบลายสีม่วง หัวมีสีดำ ส่วนผีเสื้อหนอนกอสีชมพู มีลำตัวอ้วนสั้น ส่วนหัวและลำตัวมีขนหนาปกคลุม ตัวหนอนมีสีเหลืองหรือชมพูปนม่วง
        หนอนกอทั้ง 4 ชนิด ทำลายต้นข้าวเหมือนกัน คือ ตัวหนอนกัดกินภายในลำต้นข้าว ในข้าวที่ยังเล็กหรือข้าวที่กำลังแตกกอ จะเกิดอาการ “ยอดเหี่ยว” และแห้งตาย หากหนอนกอทำลายระยะข้าวตั้งท้อง หรือหลังจากนั้น ทำให้รวงข้าวมีสีขาว เมล็ดลีบทั้งรวง เรียกกว่า “ข้าวหัวหงอก” รวงข้าวที่มีอาการดังกล่าวจะดึงหลุดออกมาได้ง่าย

ช่วงเวลาระบาด ตั้งแต่ต้นข้าวยังเล็ก ระยะข้าวตั้งท้อง ถึงระยะออกรวง

การป้องกันกำจัด
• ไถดินทำลายดักแด้และหนอนที่อยู่ตามตอซัง
• ปลูกพืชหมุนเวียน เพื่อตัดวงจรชีวิตของหนอนกอ
• ไม่ใช้สารฆ่าแมลงชนิดเม็ดในนาข้าว เพื่อช่วยอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ พวกแตนเบียนไข่ และแตนเบียนหนอน

6.2.3 เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยกระโดดหลังขาว

ลักษณะการทำลาย ตัวเต็มวัยของแมลงทั้งสองชนิดนี้มีลักษณะต่างกัน คือ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมีปีกสีน้ำตาลลำตัวยาวประมาณ 3 มิลลิเมตร มีทั้งพวกปีกสั้นและปีกยาว ส่วนเพลี้ยกระโดดหลังขาว มีขนาดใกล้เคียงกับเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แต่ปีกค่อนข้างใส และจุดสีดำที่กลางและปลายปีก มองจากด้านบนเห็นเป็นทางสีขาวจากหัวถึงหลัง แมลงทั้งสองชนิดนี้ชอบบินมาเล่นแสงไฟเวลากลางคืน ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณโคนกอข้าว ถ้ามีแมลงจำนวนมากทำให้ต้นข้าวแห้งตาย นอกจากนี้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลยังเป็นพาหะนำโรคใบหงิกมาสู่ข้าวอีกด้วย
        โดยทั่วไป เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดทำความเสียหายแก่ข้าว รุนแรงกว่าเพลี้ยกระโดดหลังขาว

การป้องกันกำจัด
• ปลูกข้าวพันธุ์ต้านทาน เช่น สุพรรณบุรี 1 ปทุมธานี 1 พิษณุโลก 2 ชัยนาท 1 สุพรรณบุรี 60 และสุพรรณบุรี 90 หรือปลูกข้าวที่มีอายุเก็บเกี่ยวใกล้เคียงกัน มากกว่า 1 พันธุ์ เพื่อลดความเสียหายเมื่อเกิดการระบาดรุนแรง
• ช่วงที่มีการระบาดรุนแรง ใช้แสงไฟล่อแมลงและทำลาย
• ห้ามใช้สารฆ่าแมลงกลุ่มไพรีทรอยด์สังเคราะห์ สารผสมไพรีทอรยด์สังเคราะห์ และสารที่ก่อให้เกิดการเพิ่มระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ทุกระยะการเจริญเติบโตของข้าว ดังในตารางที่ 2 เมื่อพบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมากกว่า 1 ตัวต่อต้น และไม่พบศัตรูธรรมชาติ เช่น มวนเขียวดูดไข่และมวนดูดไข่ หรือพบมีการระบาดของโรคใบหงิกให้ใช้สารป้องกันกำจัดแมลง ตามคำแนะนำในตารางที่ 3

6.2.4 แมลงบั่ว

ลักษณะการทำลาย ตัวเต็มวัยของแมลงบั่วมีขนาดและรูปร่างคล้ายยุง แต่ลำตัวของแมลงบั่ว มีสีชมพูปนส้ม แมลงบั่วทำลายข้าวโดยตัวหนอนแทรกตัวเข้าไปอยู่ระหว่างลำต้นกับกาบใบ และทำลายส่วนที่เป็นจุดเจริญของหน่อข้าว ต้นข้าวจะสร้างเนื้อเยื่อหุ้มตัวหนอน และเจริญเป็นหลอดคล้ายหลอดหอม ต้นที่เป็นหลอดจะไม่ออกรวง ถ้าการระบาดรุนแรง ต้นข้าวจะแตกกอมากแต่แคระแกร็น

ช่วงเวลาระบาด ตั้งแต่ระยะกล้า จนถึงแตกกอเต็มที่สภาพที่ฝนตกชุก ความชื้นสัมพัทธ์สูง (80-90 เปอร์เซ็นต์) การระบาดของแมลงบั่วจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

การป้องกันกำจัด
• ทำลายวัชพืชรอบแปลงนา ก่อนตกกล้าเพื่อทำลายแหล่งอาศัยของแมลงบั่ว เช่น ข้าวป่า หญ้าปล้องหิน หญ้าข้าวนก หญ้าไซ หญ้าแดง หญ้าชันกาด หญ้านกสีชมพู เป็นต้น
• ทำลายตัวเต็มวัยที่บินมาเล่นไฟตามผนังบ้านในช่วงฤดูปลูก ระหว่างเวลา 19.00-21.00 น.
• ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ควรปลูกข้าวพันธุ์อายุเบา เช่น หางยี 71 กข15 น้ำสะกุย 19 โดยปักดำประมาณเดือนกรกฎาคม หรือปลูกข้าวพันธุ์ต้านทาน เหมยนอง 62 เอ็ม ซึ่งยังคงต้านทานแมลงบั่วในภาคตะวันออกเฉียงเหนือสามารถหลีกเลี่ยงการทำลายและลด ความเสียหายได้ ภาคเหนือ ควรปลูกข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 เหนียวสันป่าตอง และ กข6 โดยปลูกข้าวช้าลงประมาณเดือนสิงหาคม หรือปรับวิธีปลูกโดยการปักดำ 2 ครั้ง จะทำให้ได้ผลผลิตดีกว่าปักดำเพียงครั้งเดียว
• ไม่แนะนำให้ใช้สารฆ่าแมลงในการป้องกันกำจัดแมลงบั่ว

6.2.5 เพลี้ยจักจั่นสีเขียว

ลักษณะการทำลาย ตัวเต็มวัย ยาวประมาณ 3 มิลลิเมตร มีสีเขียว ปลายปีกมีสีดำข้างละจุด ชอบบินมาเล่นแสงไฟในเวลากลางคืน เป็นแมลงปากดูด ทำลายข้าว ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรง คือ ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบข้าว ทางอ้อม คือ เป็นแมลงพาหะนำโรคใบสีส้มมาสู่ข้าว แมลงชนิดนี้มักพบในนาข้าวอยู่เสมอ โดยเฉพาะฤดูฝน

ช่วงเวลาระบาด พบตลอดฤดูปลูก

การป้องกันกำจัด
• ปลูกข้าวพันธุ์ต้านทาน เช่น สุพรรณบุรี 60 ชุมแพ 60 เก้ารวง 88 นางพญา 132 แก่นจันทร์ พวงไร่ 2 เป็นต้น
• ใช้แสงไฟล่อแมลงและทำลายช่วงที่เกิดการระบาดรุนแรง
• การปลูกข้าวพร้อมๆ กัน จะช่วยลดการแพร่ระบาด
• เมื่อพบมีการระบาดของโรคใบสีส้ม ใช้สารป้องกันกำจัดแมลงตามคำแนะนำในตารางที่ 3

6.2.6 แมลงสิง

ลักษณะการทำลาย แมลงสิงเป็นมวนชนิดหนึ่ง ลำตัวเรียวยาว ตัวมีกลิ่นเหม็นฉุน ตัวเต็มวัยยาวประมาณ 15 มิลลิเมตร ด้านบนมีสีน้ำตาล ด้านล่างมีสีเขียว หนวดยาวเท่ากับลำตัว แมลงสิงทำลายข้าวโดยทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยใช้ปากดูดกินน้ำเลี้ยงจากเมล็ดข้าวระยะเป็นน้ำนมทำให้เมล็ดลีบ หรือไม่สมบูรณ์ ถ้าระบาดมากผลผลิตข้าวจะลดลง แปลงข้าวที่มีแมลงสิงระบาดจะได้กลิ่นเหม็นฉุน

ช่วงเวลาระบาด ระยะข้าวออกรวงเมล็ดเป็นน้ำนม

การป้องกันกำจัด
• ใช้สวิงโฉบจับตัวอ่อนและตัวเต็มวัยในนาข้าวที่พบระบาดและนำมาทำลาย
• ตัวเต็มวัยชอบกินเนื้อเน่า นำเนื้อเน่าแขวนไว้ตามแปลงนาและจับมาทำลาย หลีกเลี่ยงการปลูกข้าวที่มีอายุต่างๆกันในพื้นที่ใกล้เคียงกันเพื่อลดการแพร่พันธุ์ และการทำลายในพื้นที่ที่มีการระบาดเป็นประจำ

6.2.7 หนอนห่อใบข้าว

ลักษณะการทำลาย ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืนหนอนมีสีเขียวใสปนเหลือง หัวสีน้ำตาล ทำลายใบข้าวโดยตัวหนอนจะใช้ใยเหนียวจากปากยึดขอบใบข้าวสองข้างติดกันตามความยาวของใบหุ้มตัวหนอนไว้ และอาศัยแทะกินส่วนที่เป็นสีเขียวของใบข้าวจนเหลือแต่เหยื่อบางๆ เป็นทางสีขาวไปตามความยาวของใบ การทำลายจะรุนแรงมากในแปลงที่ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูงหรืออยู่ในร่มเงาไม้ใหญ่ ใบข้าวถูกทำลายในระยะข้าวตั้งท้องอาจทำให้เมล็ดข้าวลีบ

การป้องกันกำจัดในระยะข้าวแตกกอมีผลให้มีการทำลายในระยะข้าวตั้งท้องน้อยลง
ช่วงเวลาระบาด ตั้งแต่เริ่มปักดำใหม่ๆ หรือหลังหว่านจนถึงระยะออกรวง

การป้องกันกำจัด
• ทำลายพืชอาศัยในนาข้าวและบริเวณใกล้เคียง เช่น หญ้าข้าวนก หญ้านกสีชมพู หญ้าไซ
หญ้าชันกาด และข้าวป่า
• ไม่ควรใช้ปุ๋ยไนโตรเจนสูงหรือปุ๋ยยูเรียในระยะข้าวหลังหว่านหรือหลังปักดำ เมื่อพบใบข้าวถูกทำลาย เกิน 15% ในข้าวระยะ 15-40 วันหลังหว่าน ใช้สารป้องกันกำจัดแมลงตามคำแนะนำในตารางที่ 3

ตารางที่ 2 สารฆ่าแมลงที่มีรายงานทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเกิดการระบาดเพิ่มขึ้นหลังการใช้ (resurgence) ในประเทศไทย

ตารางที่ 3 การใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าว


1) ในวงเล็บคือเปอร์เซ็นต์ สารออกฤทธิ์และสูตรของสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าว

 

6.3 สัตว์ศัตรูข้าวและการป้องกันกำจัด

6.3.1 หนู

ลักษณะการทำลาย หนูเป็นสัตว์ฟันแทะ เป็นศัตรูสำคัญของข้าว ได้แก่ หนูพุกใหญหนุพุกเล็ก หนูนาใหญ่ หนูนาเล็ก หนูหริ่งนาหางยาว และหนูหริ่งนาหางสั้น ระบาดทำความเสียหายให้ข้าวตลอดระยะการเจริญเติบโต และหลังเก็บเกี่ยว

ช่วงเวลาระบาด ทุกฤดูปลูก

การป้องกันกำจัด
• กำจัดวัชพืชบริเวณแปลงปลูกและพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อไม่ให้เป็นที่อาศัยของหนู
• ใช้วิธีกล เช่น การขุดจับ การดักด้วยกรง กับดัก และการล้อมตี
• ใช้วิธีทางชีวภาพ โดยอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ เช่น นกฮูก นกแสก เหยี่ยว พังพอน และงูชนิดต่าง ๆ
• เมื่อพบร่องรอยของหนูหรือเมื่อมีการระบาดรุนแรงให้ป้องกันกำจัดหนูโดยวิธีผสมผสานคือ ใช้กรงดักหรือกับดักร่วมกับเหยื่อพิษ ตามคำแนะนำในตารางที่ 4

6.3.2 นก

ลักษณะการทำลาย นกเป็นสัตว์ปีก เป็นศัตรูข้าวที่สำคัญ ได้แก่ นกกระติ๊ดขี้หมู ทำลายโดยจิกกินเมล็ดข้าวตั้งแต่เมล็ดอยู่ในระยะน้ำนม จนถึงระยะเก็บเกี่ยว

ช่วงเวลาระบาด ทุกฤดูปลูก

การป้องกันกำจัด
• กำจัดวัชพืชเพื่อทำลายแหล่งอาศัยและแหล่งอาหาร ซึ่งเป็นพวกเมล็ดวัชพืช
• ใช้หุ่นไล่กา หรือคนไล่
• ใช้วัสดุสะท้อนแสง เช่น กระจกเงา เป็นต้น
• ใช้สารป้องกันกำจัดนก ตามคำแนะนำในตารางที่ 4

6.3.3 หอยเชอรี่

ลักษณะการทำลาย หอยเชอรี่มีลักษณะคล้ายหอยโข่ง มีเปลือกสีเหลืองปนน้ำตาล หรือสีเขียวเข้มปนดำ วางไข่ได้ตลอดทั้งปี ครั้งละ 400-3,000 ฟอง ตามต้นพืชใกล้แหล่งน้ำ ไข่เป็นฟอง เล็ก ๆ สีชมพู ฟักเป็นตัวภายใน 7-12 วัน เริ่มกัดกินต้นกล้าข้าวจนถึงระยะแตกกอ

ช่วงเวลาระบาด ทุกฤดูปลูก

การป้องกันกำจัด
• ใช้วัสดุกั้นขวางทางระบายน้ำเข้านาโดยใช้เฝือกกั้นสวะ และตาข่ายในล่อนกั้นอีกครั้ง
• ใช้ไม้ปักรอบคันนาทุกระยะ 10 เมตร เพื่อล่อให้หอยมาวางไข่ เก็บตัวหอยและไข่ ตามต้น ข้าวและวัชพืชคันนาอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ติดต่อกัน 6 สัปดาห์ทำลาย
• เก็บตัวหอย
• ระบายน้ำออกจากนาหลังปักดำ เพื่อให้สภาพไม่เหมาะสมกับการอยู่อาศัยของหอย
• อนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ ได้แก่ นกปากห่าง
• เลือกใช้สารป้องกันกำจัดหอยอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามคำแนะนำในตารางที่ 4

6.3.4 ปูนา

ลักษณะการทำลาย ปูนาชอบขุดรูอาศัยอยู่ตามคันนา ตัวมีสีน้ำตาล กระดองกว้างประมาณ 3-8 เซนติเมตร ทำลายต้นข้าวตั้งแต่อยู่ในแปลงกล้า จนถึงระยะปักดำ โดยกัดกินโคนต้นเหนือพื้นดินประมาณ 3-5 เซนติเมตร พบต้นข้าวเสียหายเป็นหย่อมๆ

ช่วงเวลาระบาด ทุกฤดูปลูก

การป้องกันกำจัด
• ดักจับ โดยใช้ลอบดักตามทางน้ำไหล หรือขุดหลุมฝังปีบและใช้เศษปลาเน่าเป็นเหยื่อ
• ระบายน้ำออกจากนาหลังปักดำ เพื่อปรับสภาพให้ไม่เหมาะสมกับการอยู่อาศัยของปูนา
• เลือกใช้สารป้องกันกำจัดปูอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามคำแนะนำในตารางการใช้สารป้องกันกำจัดสัตว์ศัตรูข้าว

ตารางที่ 4 การใช้สารป้องกันกำจัดสัตว์ศัตรูข้าว


1) ในวงเล็บคือเปอร์เซ็นต์ สารออกฤทธิ์และสูตรของสารป้องกันกำจัดสัตว์ศัตรูข้าว

6.4 การควบคุมวัชพืชในนาน้ำฝน

นาน้ำฝนเป็นการทำนานอกเขตชลประทานต้องอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก ประกอบด้วยวิธีการทำนา ดังนี้
1. นาดำ
2. นาหว่านสำรวย หรือหว่านข้าวแห้ง

6.4.1 นาดำ

ชนิดวัชพืช ประกอบด้วยวัชพืชทั้งประเภทใบกว้าง กก อาลจี และเฟินเป็นส่วนมาก และมีวัชพืชประเภทใบแคบ บ้าง
ประเภทใบแคบ เช่น หญ้าข้าวนก หญ้าไม้กวาด หญ้านกสีชมพู หญ้าไซ หญ้าปล้องหิน
ประเภทใบกว้าง เช่น ขาเขียด ผักปอดนา ตาลปัตรฤาษี เทียนนา ผักตับเต่า ห้วยชินสีห์
ประเภทกก เช่น กกขนาก หนวดปลาดุก กกทราย แห้วหมูนา แห้วทรงกระเทียมเล็ก ก้ามกุ้ง
ประเภทเฟิน เช่น ผักกูดนา ผักแว่น
ประเภทอาลจี เช่น ตะไคร่น้ำ สาหร่ายไฟ

การป้องกันกำจัด
• ไถเตรียมแปลงนาต้องละเอียด และต้องคราด เก็บเศษซาก ราก เหง้า ส่วนขยายพันธุ์ของวัชพืชออกจากแปลง และปรับพื้นนาให้ได้ระดับ ไม่เป็นหลุมเป็นแอ่ง
• ต้นกล้าข้าวที่ใช้ปักดำต้องแข็งแรง มีอายุไม่ควรเกิน 25 วัน (ถ้าจำเป็นต้องใช้ต้นกล้าที่มีอายุมากกว่า 30 วัน ให้เพิ่มจำนวนต้นกล้าต่อจับที่ใช้ปักดำให้สูงขึ้น แต่ไม่เกิน 6 ต้นต่อจับ)
• ต้องระวังไม่นำต้นวัชพืช เช่น ตีนหญ้านกเขา (ซึ่งคล้ายต้นกล้าข้าว) ติดปะปนไปกับต้นกล้าข้าวที่ใช้ปักดำในนา
• ปักดำในสภาพที่มีน้ำขัง 5-10 เซนติเมตร ช่วยป้องกันไม่ให้วัชพืชบางชนิดงอก เช่น หญ้าข้าวนก หญ้าไม้กวาด
• ปักดำให้ระยะระหว่างต้นและระหว่างแถวชิดกัน การปักดำห่างจะทำให้มีพื้นที่ว่างมาก ทำให้วัชพืชงอกและเจริญเติบโต
• อย่าให้น้ำแห้งตลอดเวลาหลังปักดำ จนถึงข้าวออกรวงแล้ว 20 วัน
• กำจัดวัชพืชด้วยมือ เมื่อ 20-30 วันหลังปักดำ เพียง 1-2 ครั้ง
• สารกำจัดวัชพืชไม่ควรใช้ แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้ให้ใช้สารป้องกันกำจัดพืชที่ได้ขึ้นทะเบียนจากกรมวิชาการเกษตรให้ใช้กำจัดวัชพืชในนาดำ และตรงตามฉลากที่ระบุชนิดของวัชพืชที่เกษตรต้องการกำจัด (ตารางที่ 5)

6.4.2 นาหว่านสำรวย หรือหว่านข้าวแห้ง

ชนิดวัชพืช ประกอบด้วยวัชพืชทั้งประเภทใบแคบ ใบกว้าง และกก เป็นส่วนมาก
ประเภทใบแคบ เช่น หญ้ากุศลา ข้าวป่า หญ้าแดง หญ้าหางหมา หญ้านกสีชมพู หญ้าปล้อง
ประเภทใบกว้าง เช่น ผักบุ้ง เซ่งใบยาว เซ่งใบมน โสนหางไก่โสนคางคก ผักปอดนา บัวนา
ประเภทกก เช่น แห้วทรงกระเทียม หนวดปลาดุก ตะกรับ
ประเภทเฟิน เช่น ผักกูดนา
ประเภทอาลจี เช่น ตะไคร่น้ำ

การป้องกันกำจัด
• ไถดะ ทิ้งไว้ 7-10 วัน
• ไถแปร 2 ครั้ง แต่ละครั้งควรทิ้งช่วงให้วัชพืชงอกเพื่อกำจัดวัชพืชที่งอกใหม่
• คราด เก็บเศษซาก ราก เหง้า ส่วนขยายพันธุ์ของวัชพืชออกจากแปลง และต้องปรับพื้นนาให้ได้ระดับ ไม่เป็นหลุมเป็นแอ่ง
• ต้องใช้เมล็ดพันธุ์ที่คัดแล้ว ปราศจากการปะปนของเมล็ดวัชพืช
• ใช้อัตราหว่านสูงกว่าที่เคยใช้ แต่ไม่เกิน 50 กิโลกรัมต่อไร่
• หลังจากข้าวงอกแล้ว ก่อนน้ำเข้านา ให้ถอนกำจัดวัชพืช 1-2 ครั้ง

ตารางที่ 5 การใช้สารกำจัดวัชพืชในนาข้าว

1) หว่านให้ทั่วในพื้นที่ 1/4ไร่

 

7. คำแนะนำการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างถูกต้องและเหมาะสม

การใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่เหมาะสม เกษตรกรต้องรู้จักศัตรูพืช ชนิดและอัตราการใช้ของสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช การเลือกใช้เครื่องพ่นและหัวพ่นที่ถูกต้อง รวมทั้งการพ่นที่ถูกต้อง มีข้อแนะนำควรปฏิบัติดังนี้

7.1 การใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างเหมาะสม

• ตรวจอุปกรณ์เครื่องพ่นอย่าให้มีรอยรั่ว เพื่อป้องกันสารพิษเปียกเปื้อนเสื้อผ้าและร่างกายของผู้พ่น
• ต้องสวมเสื้อผ้าและอุปกรณ์ป้องกันสารพิษ ได้แก่ หน้ากาก ผ้าปิดจมูก ถุงมือ หมวก และรองเท้าเพื่อป้องกันอันตรายจากสารพิษ
• อ่านฉลากคำแนะนำ เพื่อศึกษาคุณสมบัติและการใช้ของสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ก่อนปฏิบัติงานทุกครั้ง
• ควรพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชในช่วงเช้าหรือเย็นขณะลมสงบ หลีกเลี่ยงการพ่นในเวลาแดดจัดหรือลมแรงและขณะปฏิบัติงานผู้พ่นต้องอยู่เหนือลมตลอดเวลา
• เตรียมสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชสำหรับใช้ให้หมดในคราวเดียว ไม่ควรเหลือติดค้างในถังพ่น
• ปิดฝาภาชนะบรรจุสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชให้สนิทเมื่อเลิกใช้ เก็บไว้ในที่มิดชิด ห่างจากสถานที่ปรุงอาหาร แหล่งน้ำ และต้องใส่กุญแจโรงเก็บทุกครั้ง
• ภายหลังการพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชทุกครั้ง ผู้พ่นต้องอาบน้ำ สระผม และเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ทันที เสื้อผ้าที่ใส่ขณะพ่นสารต้องซักให้สะอาดทุกครั้ง
• ไม่เก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ใช้จะสลายตัวถึงระดับปลอดภัย โดยดูจากตารางคำแนะนำการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชหรือฉลากที่ภาชนะบรรจุ
• เมื่อใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชหมดแล้ว ให้ล้างขวดบรรจุสารด้วยน้ำ 2-3 ครั้ง เทน้ำลงในถังพ่นสาร แล้วล้างถังพ่นสารให้สะอาดระวังอย่าให้น้ำที่ล้างไหลลงบ่อน้ำ สำหรับภาชนะบรรจุสารเคมีที่ใช้แล้ว เช่น ขวด กล่องกระดาษ และถุงพลาสติกให้ทำลายโดยการฝังดินห่างจากแหล่งน้ำ และให้มีความลึกมากพอที่สัตว์ไม่สามารถคุ้ยขึ้นมาได้ ห้ามเผาและห้ามนำมาใช้ใหม่อีก

7.2 การใช้เครื่องพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่เหมาะสม

7.2.1 เครื่องพ่นสาร ได้แก่
• เครื่องพ่นสารแบบสูบโยกสะพายหลัง
• เครื่องยนต์พ่นสารชนิดใช้แรงดันของเหลว

7.2.2 วิธีการใช้
• เครื่องพ่นแบบสูบโยกสะพายหลัง ใช้อัตราการพ่น 60-80 ลิตรต่อไร่ การพ่นสารป้องกันกำจัดแมลงและโรคพืช เลือกใช้หัวพ่นแบบกรวยขนาดเล็ก (เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.6-1.0 มิลลิเมตร) สำหรับการพ่นสารป้องกันกำจัดวัชพืช เลือกใช้หัวพ่นแบบพัดหรือแบบปะทะ
• การพ่นสารกำจัดวัชพืชต้องไม่ใช้เครื่องพ่นร่วมกับเครื่องพ่นสำหรับการพ่นสารป้องกันกำจัดแมลงและโรคพืช ขณะพ่นกดหัวพ่นต่ำ และถือหัวพ่นสูงระดับเดียวตลอดเวลาการปฏิบัติงานเพื่อให้ละอองสารเคมีตกลงบนวัชพืชที่ต้องการควบคุมสม่ำเสมอ การพ่นสารกำจัดวัชพืชคลุมดินก่อนวัชพืชงอกต้องระวังการพ่นซ้ำแนวเดิมเพราะจะทำให้สารกำจัดวัชพืชลงเป็นสองเท่าและหลังพ่นไม่ควรรบกวนผิวหน้าดิน
• เครื่องยนต์พ่นสารชนิดใช้แรงดันของเหลว ใช้อัตราการพ่น 80-120 ลิตรต่อไร่ ใช้หัวพ่นแบบกรวยขนาดกลาง (เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.0-1.2 มิลลิลิตร) ปรับความดันในระบบการพ่นไว้ที่ 10 บาร์ หรือ 150 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ถ้าเป็นหัวพ่นแบบกรวยชนิดปรับได้ควรปรับให้ได้ละอองกระจายกว้างที่สุดซึ่งจะได้ละอองขนาดเล็กสม่ำเสมอ เหมาะสำหรับการพ่นสารป้องกันกำจัดแมลงและโรคพืช
• การพ่นใช้ความเร็วในการเดิน ประมาณ 1 ก้าวต่อวินาที พ่นให้คลุมทั้งต้น ไม่ควรพ่นจี้นานเกินไปเพราะจะทำให้น้ำยาโชกและไหลลงดินควรพลิกหงายหรือยกหัวพ่นขึ้นลง เพื่อให้ละอองแทรกเข้าทรงพุ่มได้ดีโดยเฉพาะด้านใต้ใบ
• เริ่มทำการพ่นจากใต้ลม และขยายแนวการพ่นขึ้นเหนือลมขณะเดียวกันให้หันหัวพ่นไปทางใต้ลมตลอดเวลา เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช

8. การเก็บเกี่ยว

8.1 ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม

• เก็บเกี่ยวที่ระยะพลับพลึง หรือ เมล็ดสุกเหลืองประมาณ 3 ใน 4 ของรวงข้าว หรือประมาณ 28-30 วัน หลังข้าวในแปลงออกดอก 80 เปอร์เซ็นต์
• ถ้ายังมีน้ำอยู่ในนาหลังข้าวออกรวงประมาณ 20 วัน ควรระบายน้ำออกจากนา เพื่อให้ข้าวสุกแก่สม่ำเสมอ

8.2 วิธีเก็บเกี่ยว

8.2.1 เก็บเกี่ยวด้วยเครื่อง

• ใช้รถเกี่ยวนวด เกี่ยวและนวดข้าวในคราวเดียวกัน ควรทำความสะอาดเครื่องถ้าเกี่ยวนวดข้าวพันธุ์อื่นมาก่อน

8.2.2 เก็บเกี่ยวด้วยแรงคน

• ใช้เคียวเกี่ยวข้าว ตัดต่ำจากปลายรวงประมาณ 60 เซนติเมตร

9. วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว

9.1 การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว

9.1.1 การนวด

• หลังเก็บเกี่ยว ควรนวดข้าวทันทีด้วยเครื่อง
• ต้องทำความสะอาดและปรับเครื่องนวดให้มีรอบการทำงานให้เหมาะสม มีประสิทธิภาพ

9.1.2 การลดความชื้น

• หลังนวด ลดความชื้นให้เหลือ 12-14 เปอร์เซ็นต์
• ด้วยเครื่องอบใช้อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส จนกว่าจะได้ความชื้น 14 เปอร์เซนต์
• ด้วยการตากบนลาน มีวัสดุที่สะอาดและแห้งรองรับ ความหนาของข้าว 5-10 เซนติเมตร พลิกกลับทุก 2 ชั่วโมง วันละ 4 ครั้ง เป็นเวลา 2-3 วัน หรือจนกว่าจะได้ความชื้น 14เปอร์เซนต์
• ในกรณีทางภาคใต้ที่มีปัญหาเรื่องฝน แนะนำให้ตากข้าวเปลือกบรรจุกระสอบป่านหนักไม่เกิน 60 กิโลกรัม บนแคร่รองกระสอบและมีผ้าใบคลุมเมื่อฝนตกและเวลากลางคืนนาน 9-10 วัน

9.2 การเก็บรักษา

• ทำความสะอาดยุ้งฉาง และดูแลให้มิดชิดป้องกันแดด ฝน และศัตรูข้าว ในโรงเก็บแต่ให้อากาศ ถ่ายเทสะดวก
• ทำความสะอาดข้าวเปลือกก่อนเก็บด้วยการฝัด
• ข้าวเปลือกที่นำมาเก็บควรมีความชื้นไม่เกิน 14 เปอร์เซ็นต์
• บรรจุในกระสอบป่านที่สะอาด แยกแต่ละพันธุ์ ผูกปากกระสอบและวางบนแคร่ไม้สูงจากพื้น 5-6 นิ้ว
• ทำความสะอาดภายในยุ้งทั้งพื้นและผนังยุ้งทุกเดือน
• ตรวจสอบอุณหภูมิและความชื้นเป็นระยะ

9.3 การขนส่ง

• รถบรรทุกข้าวต้องสะอาดและเหมาะสมกับปริมาณข้าว ถ้ามีการบรรทุกสิ่งอื่นมาก่อนให้ทำความสะอาดก่อนนำมาบรรทุกข้าว

9.4 การป้องกันกำจัดศัตรูข้าวในโรงเก็บ

9.4.1 แมลงศัตรูข้าวในโรงเก็บ

แมลงศัตรูข้าวในโรงเก็บ แบ่งเป็น
• แมลงศัตรูข้าวเปลือก ได้แก่ ผีเสื้อข้าวเปลือก มอดหัวป้อมหรือมอดข้าวเปลือก ด้วงงวงข้าวโพด ด้วงงวงข้าว มอดแป้ง และมอดสยาม
• แมลงศัตรูข้าวสาร ได้แก่ ด้วงงวงข้าวโพด ด้วงงวงข้าว ผีเสื้อข้าวสาร มอดแป้ง มอดฟันเลื่อย และเหาหนังสือ

การป้องกันกำจัด
• ลดความชื้นเมล็ดข้าว ก่อนนำเข้าเก็บ ให้มีความชื้นต่ำกว่า 14% โดยการตากบนลานที่สะอาดและแห้ง นาน 3 วัน
• ทำความสะอาดยุ้งฉางโกดังหรือโรงเก็บ ก่อนนำข้าวเข้าเก็บและหมั่นทำความสะอาด
• พ่นสารป้องกันกำจัดแมลงที่พื้น และฝาผนังของโรงเก็บและที่ว่างเมื่อพบแมลง ตามคำแนะนำในตารางที่ 6
• คลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดแมลง หรือใช้สารรมสำหรับข้าวเปลือกทั่วไปหรือข้าวสารเท่านั้น ตามคำแนะนำในตารางที่ 6
• รมด้วยสารรมฟอสทีนในรูปอลูมิเนียมฟอสไฟด์หรือแมกนีเซียมฟอสไฟด์อัตรา 2-3 เม็ด (tablet) ต่อ 1 ตัน รมนาน 7-10 วัน
• ในกรณีที่ต้องเก็บเมล็ดไว้เป็นเวลานาน ให้รมด้วยฟอสทีน อัตรา 2-3 เม็ด (tablet) ต่อต้น นาน 2-3 เดือน
• ในการผลิตข้าวอินทรีย์ (ไม่สามารถใช้สารเคมีได้) ให้เก็บข้าวเปลือกในโรงเก็บสำเร็จรูป

ตารางที่ 6 การใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าวในโรงเก็บ

9.4.2 โรคข้าวในโรงเก็บ

ข้าวฟันหนู

สาเหตุ เชื้อรา

ลักษณะอาการ ข้าวสารที่เป็นข้าวฟันหนูจะมีสีเหลืองและมีรอยดำบนเม็ด หากข้าวเปลือกมีเชื้อรานี้อยู่เมื่อนำไปสีจะแตกหักง่าย

การป้องกัน
• ข้าวเปลือกที่เก็บควรมีความชื้นไม่เกิน 14 เปอร์เซ็นต์
• โรงเก็บควรสะอาด อากาศถ่ายเทสะดวก

9.4.3 หนูศัตรูข้าวในโรงเก็บ

หนูที่เป็นศัตรูผลิตผลเกษตรในโรงเก็บมีอยู่หลายชนิด ที่สำคัญได้แก่ หนูนอรเว หรือ หนูขยะ หนูท้องขาวบ้าน และหนูจี๊ด ซึ่งนอกจากทำความเสียหายโดยตรงแล้ว มูลหนู ปัสสาวะ น้ำลาย และขนที่ปนเปื้อนกับผลิตผล นอกจากจะทำให้เกิดการบูดเน่าเสียหายแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ ที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

การป้องกันกำจัด
• ปรับปรุงสภาพโรงเก็บให้สะอาด
• ควรเก็บขยะและเศษอาหารในที่ใส่ขยะอย่างมิดชิด และนำไปกำจัดทุกวัน
• ตัดต้นไม้หรือกิ่งไม้ที่พาดโรงเก็บ
• ใช้กรงดัก หรือ กับดัก ควบคู่กับการใช้สารกำจัดหนูประเภทออกฤทธิ์ช้า ชนิดก้อน ขี้ผึ้ง วางในภาชนะที่ใส่เหยื่อพิษ เช่น กล่องไม้ กล่องกระดาษหรือกล่องพลาสติกที่มีรูเข้าออก 2 ทาง ขนาดที่ตัวหนูลอดได้ ภายในกล่องใส่สารกำจัดหนู กล่องละ 20 ก้อน ทำการตรวจทุก 10 วัน และเติมสารกำจัดหนูเท่าที่หนูกินไป วางจนกว่าหนูจะหยุดกิน

10. การบันทึกข้อมูล

เนื่องจากสภาพแวดล้อมของแปลงปลูก การเข้าทำลายของโรคและแมลง และการปฏิบัติดูแลรักษาตลอดช่วงฤดูปลูก ล้วนแต่มีผลกระทบต่อปริมาณและคุณภาพของผลผลิตข้าว ดังนั้นหากมีการบันทึกเป็นข้อมูลเอาไว้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร ในอันที่จะนำข้อมูลที่บันทึกเอาไว้มาใช้เพื่อปรับปรุงวิธีการจัดการเพื่อนำมาซึ่งการได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ ข้อมูลที่ควรจดบันทึก ได้แก่
• ชื่อพันธุ์ วันปลูก วันออกดอก และวันเก็บเกี่ยว
• วันที่ และระยะเวลาที่ข้าวกระทบต่อความแห้งแล้ง หรือน้ำท่วม
• การล้มของต้นข้าวหลังออกรวง ปริมาณน้ำในนาขณะเก็บเกี่ยว
• ชนิดของโรค แมลง และสัตว์ศัตรู ที่พบในแปลงนา
• วันที่โรค หรือแมลงเข้าทำลาย วิธีการกำจัด ชนิดและอัตราสารเคมีที่ใช้กำจัด
• วันที่ใส่ปุ๋ย ชนิดและอัตราปุ๋ยที่ใช้
• ค่าจ้างแรงงาน ค่าปุ๋ย ค่าสารเคมีที่ใช้ป้องกันกำจัดศัตรูข้าว และอื่น ๆ

ภาคผนวก
พันธุ์ข้าวที่นิยมปลูกในพื้นที่นาชลประทาน

กลับเมนูหลัก