 พันธุ์ข้าว
การอนุรักษ์พันธุกรรมข้าว
ประเทศไทยอยู่ในเขตศูนย์กลางของความผันแปรทางพันธุกรรมของข้าว
มีความหลากหลายของพันธุ์ข้าวในแหล่งปลูกข้าวต่าง ๆ ทั่วทุกภาคของประเทศ
ทั้งข้าวปลูกพันธุ์พื้นเมืองและข้าวป่า แต่ปัจจุบันเชื้อพันธุ์ข้าวได้สูญหายไปเป็นจำนวนมาก
เนื่องจากการพัฒนาประเทศและการที่เกษตรกรนิยมใช้ข้าวพันธุ์ดีปลูกแทนพันธุ์ข้าวพื้นเมือง
จึงน่าเป็นห่วงว่าในอนาคตอันใกล้นี้อาจจะไม่มีพันธุ์ข้าวพื้นเมืองเหลืออยู่อีกต่อไป
นั่นหมายถึงว่าพันธุ์ดีที่บรรพบุรุษได้คัดเลือกไว้นับเป็นเวลาพันๆ ปี จะสูญพันธุ์ไป
โดยไม่สามารถนำกลับคืนมาได้อีก

นักปรับปรุงพันธุ์ข้าวและหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว
ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของเชื้อพันธุกรรมข้าว โดยมีการดำเนินงานรวบรวมอนุรักษ์เชื้อพันธุ์ข้าวอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ในปี พ.ศ. 2524 กองการข้าว กรมวิชาการเกษตร ได้จัดสร้างอาคารศูนย์ปฏิบัติการและเก็บเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าวแห่งชาติขึ้นที่ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี
ด้วยความช่วยเหลือจากรัฐบาลญี่ปุ่น เพื่อให้เป็นแหล่งรวบรวมและอนุรักษ์ทรัพยากรเชื้อพันธุ์ข้าวไทยไว้มิให้เสื่อมพันธุ์หรือสูญพันธุ์อีกต่อไป
ศูนย์ปฏิบัติการและเก็บเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าวแห่งชาติ ได้เริ่มดำเนินการสำรวจ
รวบรวมเชื้อพันธุ์ข้าวจากแหล่งต่าง ๆ ทั่วประเทศ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2525 จนถึงปี
พ.ศ.2544 โดยมีเชื้อพันธุ์ข้าวที่รวบรวมและอนุรักษ์ไว้ไม่น้อยกว่า 20,000
ตัวอย่างเชื้อพันธุ์
กรมวิชาการเกษตรมีภารกิจหลักด้านการวิจัยพัฒนาพันธุ์พืช
ได้รวบรวม อนุรักษ์ พันธุ์พืชต่าง ๆไว้มากกว่า 100 ชนิด ได้แก่ พืชปลูกและพืชป่า
ทั้งที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยหรือนำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยเก็บรักษาไว้ในรูปของเมล็ดและต้นพันธุ์กระจายไปตามศูนย์วิจัยและสถานีทดลองฯ
ทั่วประเทศ มากกว่า 30,000 ตัวอย่างเชื้อพันธุ์ ในปี พ.ศ. 2545 กรมวิชาการเกษตร
จัดตั้งธนาคารเชื้อพันธุ์พืชและจุลินทรีย์ขึ้นที่อาคารทรัพยากรพันธุกรรมพืชสิรินธร
สำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพภายในบริเวณศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการรวบรวมเชื้อพันธุกรรมพืชที่ได้มาตรฐานสากล
และได้ย้ายเชื้อพันธุ์ข้าวทั้งหมดจากศูนย์ปฏิบัติการและเก็บเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าวแห่งชาติไปอนุรักษ์ไว้ในธนาคารเชื้อพันธุ์พืชฯ
|
|
อาคารทรัพยากรพันธุกรรมพืชสิรินธร |
ห้องอนุรักษ์ระยะปานกลาง |
ปัจจุบัน ธนาคารเชื้อพันธุ์พืชได้รวบรวมและอนุรักษ์เชื้อพันธุกรรมข้าวไว้ไม่น้อยกว่า
24,000 ตัวอย่างเชื้อพันธุ์ มีการดำเนินงานด้านสำรวจ รวบรวม อนุรักษ์ ฟื้นฟู
จัดทำฐานข้อมูล จำแนกและประเมินลักษณะประจำพันธุ์ ประเมินคุณค่าเชื้อพันธุ์
ตลอดจนให้บริการข้อมูลและเมล็ดเชื้อพันธุ์หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน ชุมชน
และกลุ่มเกษตรกรที่มีความสนใจและต้องการเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าวเพื่อนำไปศึกษาวิจัยหรือฟื้นฟูเพื่อการอนุรักษ์ในท้องถิ่นสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ธนาคารเชื้อพันธุ์พืช
ฯ สำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ กรมวิชาการเกษตร โทร. 02-9046885-90
โทรสาร 02-9046885 ต่อ 555 ในวันและเวลาราชการ
ข้อมูลที่น่าสนใจ
-ข้าวพันธุ์สังข์หยด

ข้าวพันธุ์สังข์หยดมีแหล่งปลูกดั้งเดิมอยู่ในจังหวัดพัทลุง
และเป็นพันธุ์ข้าวเฉพาะถิ่นของจังหวัดพัทลุงที่รู้จักกันมานาน นับเป็นข้าวที่เป็นความภาคภูมิใจของชาวนาภาคใต้
สมัยก่อนชาวนาจะปลูกไว้เป็นของกำนัลแก่ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือในวันสงกรานต์
ขึ้นบ้านใหม่แบบไทยโบราณ หรือใช้หุงต้มเพื่อทำบุญตักบาตรตามประเพณีนิยม
เนื่องจากมีคุณสมบัติเฉพาะของลักษณะข้าวกล้องแตกต่างจากพันธุ์ข้าวพื้นเมืองอื่น
ๆ คือ เมล็ดมีเยื่อหุ้มสีแดง เมล็ดเรียวเล็ก นิยมบริโภคในรูปแบบข้าวซ้อมมือและข้าวกล้อง
ซึ่งมีความเชื่อว่าเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่าข้าวขาวโดยทั่วไป

ในระหว่างปี พ.ศ. 2525-2529
ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุงได้เก็บรวบรวมพันธุ์ข้าวพื้นเมืองในภาคใต้ทั้งหมด
1,997 ตัวอย่างพันธุ์ มีตัวอย่างพันธุ์ข้าวสังข์หยด จาก 3 แหล่ง ได้แก่
สังข์หยด (KGTC82045) จากตำบลโคกทราย อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง สังข์หยด
(KGTC82239) จากตำบลท่ามะเดื่อ อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง และสังข์หยด
(KGTC82267) จากตำบลควนขนุน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง ซึ่งเมล็ดพันธุ์ที่เก็บรวบรวมส่วนหนึ่งส่งไปอนุรักษ์ที่ศูนย์ปฏิบัติการและเก็บเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าวแห่งชาติ
ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี และปลูกรักษาพันธุ์ในศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง
ในฤดูนาปี 2531/32 ได้เริ่มคัดเลือกพันธุ์สังข์หยด
(KGTC82239) จากแหล่งเก็บตำบลท่ามะเดื่อ อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง โดยคัดเลือกแบบหมู่
(mass selection) จนได้สายพันธุ์สังข์หยด (KGTC82239-2) เมื่อปี พ.ศ. 2535
ซึ่งมีลักษณะเมล็ดเล็กเรียวยาว ปริมาณอมิโลสต่ำ และอายุเบา

ในปี พ.ศ. 2543 สมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชดำริตั้งโครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริ
จังหวัดพัทลุง ที่ตำบลนาปะขอ อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง
ซึ่งได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบแปลงนาในโครงการฯ จึงได้ดำเนินการปลูกข้าวพันธุ์สังข์หยดและได้มีโอกาสถวายข้าวสังข์หยดแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2546 ซึ่งปรากฏว่าเป็นที่ทรงโปรด
ต่อมาศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง
ได้ดำเนินการยื่นคำขอหนังสือรับรองพันธุ์พืชขึ้นทะเบียนตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช
พ.ศ. 2518 โดยกรมวิชาการเกษตรได้ประกาศออกหนังสือรับรองพันธุ์พืชขึ้นทะเบียนชื่อพันธุ์
“ข้าวสังข์หยดพัทลุง” เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2548
และได้ดำเนินการเสนอคำขอขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์
เมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2549 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์
พ.ศ. 2546 ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ โดยใช้ชื่อสินค้าว่า
“ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง”
ปัจจุบันกระแสความนิยมการบริโภคข้าวที่คุณค่าทางโภชนาการเพื่อสุขภาพเพิ่มมากขึ้นศูนย์วิจัยข้าวพัทลุงจึงได้พัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าวเฉพาะถิ่นที่มีลักษณะพิเศษ
โดยทำการคัดเลือกจากพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิมให้เป็นพันธุ์บริสุทธิ์ ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค
มีคุณภาพและผลผลิตดีขึ้นเพื่อเป็นประโยชน์ต่อชาวนาในการผลิตข้าวคุณภาพดีให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น
และในปี พ.ศ. 2547 จังหวัดพัทลุงได้กำหนดให้ข้าวพันธุ์สังข์หยด เป็นพันธุ์ข้าว
1 ใน 3 พันธุ์ ที่มีเป้าหมายส่งเสริมการผลิตในโครงการพัฒนาการผลิตข้าวครบวงจร
ตามแผนยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัด ( ปี 2547- 2550) ที่จะให้เกษตรกรปลูกข้าวพันธุ์สังข์หยดด้วยเมล็ดพันธุ์ดี
ข้าวพันธุ์สังข์หยดมีคุณสมบัติพิเศษในลักษณะของสีข้าวกล้องที่มีสีแดง
รูปร่างเมล็ดเรียวความยาวเมล็ดข้าวกล้อง 6.70 มิลลิเมตร ข้าวซ้อมมือมีสีแดงปนสีขาว
ข้าวจากรวงเดียวกันเมื่อขัดสีแล้วบางเมล็ดมีสีขาวใสแต่ส่วนใหญ่มีลักษณะขาวขุ่น
คุณสมบัติการหุงต้มดี ลักษณะข้าวหุงสุกนุ่ม มีความคงตัวของแป้งสุกอ่อน
(94 มิลลิเมตร) ปริมาณอมิโลสต่ำ (15.28+-2.08 % ) ลักษณะทรงต้นสูง 140
เซนติเมตร ทรงกอตั้ง เป็นข้าวไวต่อช่วงแสง ออกดอกประมาณวันที่ 10 มกราคม
เมื่อปลูกตามฤดูนาปีภาคใต้ (ปักดำกลางเดือนกันยายน)
คำถาม – คำตอบ เกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรพันธุกรรมข้าว
|